สจฺจมนุรกฺเขยฺย : พึงตามรักษาความสัตย์  
วัดบ้านทุ่งเสรี
 หน้าแรก
 

 ประวัติวัดบ้านทุ่งเสรี

 
 ประวัติเจ้าอาวาส  
 คณะสงฆ์วัดทุ่งเสรี  
 บูชาองค์จตุคาม  
 ติดต่อวัดทุ่งเสรี  
 ทีมงานเว็บวัดบ้านทุ่งเสรี  
สารบัญ

 พุทธศาสนา

 
 พระพุทธเจ้า  
 ประวัติพระสงฆ์ไทย  
 พระพุทธรูปสำคัญของไทย  
 พระพุทธศาสนาในไทย  
 พระคาถา  
 พระไตรปิฎก  
 คำกล่าวอุึปสมบท  
 คำถวายทานต่างๆ  
 ทอดกฐิน  
 วันสำคัญทางศาสนา  
 อุดมการณ์ของชาวพุทธ  
 นิทานชาดก  
 บทสวดประจำวันเกิด  
 ธรรมชาติของชีวิต  
 
 
      ประวัติวัดบ้านทุ่งกระแจะแม้นเขียน หรือวัดทุ่งเสรี หรือวัดบ้านทุ่ง ในปัจจุบัน (ตอน ๒)
      ที่ดินซึ่งอยู่ตามแนวคลองลาว มาบรรจบกับคลองกระจะฝั่งเหนือจนถึงริมคลองแสนแสบนี้ บางตอนเป็นที่ดินพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงแม้นเขียน พระราชธิดาใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.๒) พระองค์เจ้าหญิงแม้นเขียนทรงเป็นมีน้ำพระทัยเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ่ง ทรงเห็นว่า ขณะนั้นมีบรรดาข้าทาสบริพารตลอดจนประชาชนชาวพุทธอยู่อาศัยใกล้ๆ กับบริเวณที่นาของพระองค์เป็นจำนวนมากแต่บริเวณที่ใกล้เคียงแถวนั้น กลับไม่มีวัดหรือศาสนาสถานสำหรับประกอบกิจบำเพ็ญบุญกุศลตามประเพณี ในทางศาสนาคงมีก็แต่เพียงวัดหมาบุศย์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดเรื่องผีนางนาคพระโขนง อยู่ริมคลองพระโขนงซึ่งก็ไกลเหลือเกินสำหรับการบำเพ็จกุศลตามประเพณีนิยมทางศาสนาในสมัยนั้น
     
      พระราชดำริเช่นนี้แล้ว จึงได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นในที่ดิน อันเป็นราชทรัพย์ส่วนพระองค์ระหว่างคลองลาว บรรจบกับคลองกระจะรวมเป็นเนื้อที่ประมาณ ๙ ไร่เศษ และได้ขนานนามวัดนี้ว่า “วัดบ้านทุ่งแม้นเขียน” ซึ่งชาวบ้านทั่วไปพากันเรียกสั้นๆว่า “วัดบ้านทุ่ง” มาจนกระทั่งบัดนี้

      วัดบ้านทุ่งแม้นเขียนในสมัยนั้นเป็นวัดที่มีถาวรวัตถุมั่นคงมีพระอุโบสถ กุฏิพระภิกษุสามเณร ศาลาการเปรียญและพระเจดีย์องค์ใหญ่ประดิษฐาน วัตถุมงคลหน้าพระอุโบสถ ๑ องค์ มีสระน้ำขนาดใหญ่สำหรับใช้สอย ๑ สระ มีกำแพงอิฐโดยรอบทั้ง ๔ ด้านมีพระภิกษุและสามเณรอยู่ปฏิบัติศาสนกิจ เป็นจำนวนมาก มีการปกครองที่จัดแบ่งออกเป็น ๒ คณะ เรียกว่า คณะบน และคณะล่างซึ่งย่อมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า พระองค์เจ้าหญิงแม้นเขียนทรงมีพระวิริยะอุตสาหะใส่พระทัยบำรุงเพื่อมุ่งที่จะธำรงพระพุทธศาสนาให้ประดิษฐานวัฒนาสถาพร อยู่ชั่วกาลนาน ในทุกๆ ปี พระองค์เจ้าแม้นเขียนทรงอุปถัมภ์จะเสด็จทางชลมารคไปทรงบำเพ็ญในวันเพ็ญเดือน ๑๒ อย่างไม่ขาดและโปรดให้มีการแข่งเรือในคลองกระจะเป็นสนุกสนานยิ่ง

      นอกจากพวกไพร่หลวงชาวลาวที่นับถือศาสนาพุทธแล้ว ในขณะนั้นบริเวณพื้นที่นาบางตอนใกล้เคียงกันนั้น ได้โปรดให้เป็นที่อาศัยของพวกไพร่ที่นับถือศาสนาอิสลามชาวไทยเหล่านี้ เป็นพวกที่ถูกกวาดต้อนให้อพยพขึ้นมาจากภาคใต้ของประเทศไทย ในขณะที่เกิดกบฏปัตตานี โดยได้จัดให้อยู่กันเป็นกลุ่มๆ ตามแนวคลองพระโขนงเรื่อยไปจนถึงลาดกระบัง หนองจอก และมีนบุรี ดังนั้น อาณาบริเวณพื้นที่ดังกล่าวจึงมีประชาชนอาศัยอยู่หลายพวกหลายเชื้อสาย และต่างศาสนากันคือมีทั้งชาวไทยพุทธที่อยู่แต่เดิม พวกทาสไร่หลวงเชื้อสายลาว และพวกทาสไพร่หลวงเชื้อสายอิสลาม

      วัดบ้านทุ่งกระแจะแม้นเขียนเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ในขณะที่พระองค์เจ้าหญิงแม้นเขียนยังคงทรงพระชนม์ชีพอยู่ แต่ก็มาถึงคราวเสื่อมโทรมลงไปภายหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการลที่ ๕ ได้ทรงประกาศเลิกทาส ทั้งก็เนื่องจากเมื่อพระปิยมหาราชทรงประกาศเลิกเลิกทาสแล้ว บรรดาพวกทาสไพร่หลวงทั้งหลาย ทั้งทาสไพร่หลวงเชื้อสายลาวตตลอดจนทาสใต้เรือนเบี้ยอื่นๆ ต่างก็ได้รับความเป็นไท มีอิสระเสรีภาพโดยทั่วกัน

      เมื่อได้รับความเป็นไทแล้ว พวกทาสบางคนที่ยังคงรำลึกถึง และผูกพันอยู่กับถิ่นที่อยู่อันเป็นบ้านเกิดเดิมของตน ก็พากันอพยพโยกย้ายกลับบ้านเดิมของตนไป หรือพากันอพยพย้ายกลับไปอยู่บ้านอื่น ที่มีญาติพี่น้อยอยู่กันมาก ตลอดจนอพยพไปทำมาหากินที่อื่นๆ ตามที่ตนชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกทาสไพร่หลวงเชื้อสายลาว ซึ่งนับถือพระพุทธศาสนา ได้พากันอพยพโยกย้ายหนีอีกจำนวนมากทีเดียว ที่เหลืออยู่ก็เพียงส่วนน้อย ซึ่งยังคงยึดอาชีพรับจ้างทำนาให้กับเจ้านายเก่าของตน เมื่อการอพยพของผู้คนพลเมือง เปลี่ยนแปลงไปตามกาลโอกาสดังกล่าวแล้ว จึงเป็นผลให้พลอยกระทบกระเทือนต่อชีวิตความเป็นอยู่ ของพระภิกษุสามเณรที่อยู่จำพรรษา ปฏิบัติศาสนากิจที่วัดบ้านทุ่งแม้นเขียนเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อประชนชาวพุทธอพยพโยกย้ายหนี พระภิกษุที่ออกโปรดสัตว์บิณฑบาตก็เกิดขัดสนไม่พอเพียงที่จะขบฉันดำรงอัตตภาพได้ เมื่อเป็นเช่นนี้พระภิกษุสามเณรทั้งหลายก็อยู่กันไม่ได้อีก ต้องพากันย้ายสำนักไปอยู่ที่อื่นเสียจำนวนมาก ประกอบด้วยกับในระยะสมัยต่อๆ มาหลังจากการเลิกทาสแล้ว บรรดาผู้เป็นเจ้าของที่นา พากันขาดแคลนผู้คน หรือแรงงานสำหรับทำนา เจ้าจองที่นาส่วนใหญ่เป็นเจ้านายในพระราชวงศ์ และขุนนางบรรดาศักดิ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ไม่สู้จะเดือดร้อนอะไรนัก จึงได้ปล่อยปละละเลยให้ที่นากลายเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ขาดการดูแลบำรุงรักษา และต่อมาก็ได้มีการขายโอนกรรมสิทธิ์ เปลี่ยนแปลงการครอบครองกันมาหลายมือหลายเจ้า และหลายชั่วอายุคน ซึ่งส่วนมากชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสสลาม ได้เข้าไปมีกรรมสิทธิ์ครอบครองแทน เพราะไม่ได้อพยพโยกย้ายไปอยู่ที่อื่นเหมือนกับชาวไทยพุทธ พระภิกษุสามเณรซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านทุ่งแม้นเขียน จึงยิ่งเพิ่มความคัดสนยิ่งขึ้นเป็นลำดับ

      ความลำบาก และอัตคัดขัดสนของพระภิกษุสามเณรวัดบ้านทุ่งแม้นเขียนนั้น ได้ทราบถึงพระกรรณของพระองค์เจ้าหญิงแม้นเขียนโดยตลอด พระองค์จึงได้ประทานเบี้ยยังชีพถวายแก่พระภิกษุสามเณร ซึ่งจำพรรษาที่วัดนี้เป็นรายเดือน รูปละ ๑ ตำลึง ต่อเดือน เวลานั้นมีพระภิกษุเหลืออยู่เพียง ๓–๔ รูป มีเจ้าอาวาสชื่อ หลวงปู่นวม อายุประมาณ ๘๐ ปี ต่อมาพระองค์เจ้าหญิงแม้นเขียนได้ทรงใคร่ครวญด้วยความห่วงใยว่า เมื่อพระองค์หาพระชนม์ไม่ แล้ววัดบ้านทุ่งแม้นเขียนก็คงจะหาผู้อุปการะเกื้อหนุนได้ยาก เพราะชาวไทยพุทธที่อยู่อาศัยใกล้กับวัดมีอยู่น้อย และคงจะต้องประสบกับความเดือดร้อนอย่างแน่นอน ทรงมีพระราชดำริดังกล่าวนี้แล้ว จึงได้ทรงอุทิศที่ดินทุ่งนาซึ่งเป็นพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อีกจำนวน ๒ แปลงประทานให้แก่วัดเพื่อเก็บผลประโยชน์ไว้ทำนุบำรุงรักษาวัดนี้ต่อไป ที่ดินที่ประทานนี้คือที่ดินจากริมคลองกระจะฝั่งเหนือตรงข้ามกับวัดยาว ไปจรดริมคลองแสนแสบ มีเนื้อที่ประมาณ ๘๐ ไร่เศษ (ปรากฏตามหลักฐานหนังสือของกรมพระคลังข้างที่ ๕๓/๑๘๓๔ ลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๔๕๗ ถึงอธิบดีกรมทะเบียนที่ดินชื่อ มิสเตอร์อาร์ทีแครกส์ ให้ทำสัญญาโอนที่ดินให้กระทรวงธรรมการ ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรม-ราชเวที พระพันปีหลวงว่า “พระองค์เจ้าหญิงแม้นเขียนได้ทรงอุทิศที่ดินนื้ให้เป็นประโยชน์ แก่วัดบ้านทุ่งแม้นเขียน ได้ทรงอุทิศที่ดินนี้ให้เป็นประโยชน์แก่วัดบ้านทุ่งแม้นเขียนไว้ก่อนสิ้นพระชนม์ชีพ ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนาของผู้อุทิศ” กับหนังสือของปลัดทูลฉลองกระทรวงธรรม การแต่งตั้งผู้แทนไปทำสัญญารับโอนที่ดินดังกล่าว ลงวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน ๒๔๕๗ ถึงอธิบดีกรมทะเบียนที่ดินเอกสิทธิ์นี้เก็บรักษาอยู่ที่กรมทะเบียนที่ดิน
กลับด้านบน
หน้า 1 | 2 | 3 | 4
 
 
Copyright © ๒๕๕๐ watbantung.com. All Rights Reserved. Best viewed at ๘๐๐ x ๖๐๐ pixels.